Hospital Hotline

02-118-7893

  เปลี่ยนภาษา
English ภาษาไทย 中文(简体)

บทความสุขภาพ

“น้ำตาเทียม” มีประโยชน์อย่างไร? วิธีใช้น้ำตาเทียมให้ปลอดภัยกับดวงตา

น้ำตาเทียม เลสิค

“น้ำตาเทียม” เป็นชื่อที่ทุกๆคนเคยได้ยินกันอยู่บ่อยๆ บางคนมักบอกว่า “ใครที่มีปัญหาตาแห้ง น้ำตาเทียมสามารถช่วยได้” แต่บางคนก็มีบอกว่า “การหยอดน้ำตาเทียมบ่อยๆ ก็อาจทำให้สายตามัว เป็นต้อกระจก หรือตาบอดได้”เช่นกัน 

แล้วแบบนี้ ประโยชน์ของน้ำตาเทียมจริงๆเป็นอย่างไรกันแน่? ความเชื่อที่เราเข้าใจมาโดยตลอดเกี่ยวกับน้ำตาเทียมถูกต้องแล้วหรือไม่? แล้ววิธีใช้น้ำตาเทียมให้ปลอดภัยกับดวงตาทำอย่างไร?

บทความนี้ ทางโรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ จะมาไขข้อสงสัยให้กระจ่าง เพื่อให้คุณสามารถใช้น้ำตาเทียมได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และสบายใจในการเลือกใช้งานมากขึ้นนั่นเอง     

สารบัญบทความ
 


ทำความรู้จัก ‘น้ำตาเทียม’

น้ำตาเทียม (Artificial Tears) คือ ของเหลวที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้น สามารถนำมาหล่อลื่นดวงตาที่อยู่ในภาวะตาแห้ง หรือใช้ทดแทนน้ำตาตามธรรมชาติได้ ซึ่งน้ำตาเทียมนี้ จะช่วยบรรเทาการระคายเคืองดวงตา อาการตาแห้ง แสบตาให้ลดลง เพื่อถนอมสายตาเอาไว้ รวมไปจนถึงสามารถนำมาเป็นสารหล่อลื่นดวงตาในขณะใช้คอนแทคเลนส์ได้อีกด้วย 

แน่นอนว่า น้ำตาเทียมนี้ สามารถหาซื้อได้ด้วยตนเองตามทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล ร้านขายยา ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้ใบสั่งจากแพทย์ในการสั่งซื้อนั่นเอง

 


ส่วนประกอบหลักในน้ำตาเทียม

หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า ส่วนใหญ่แล้ว น้ำตาเทียมมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญ ดังนี้
 

  • สารให้ความชุ่มชื้น เช่น คาร์บอกซิเมทิลเซลลูโลส (Carboxymethyl Cellulose), ไฮดรอกซีเอทิลเซลลูโลส (Hydroxyethyl Cellulose), ไฮดรอกซีโพรพิลเมทิลเซลลูโลส (Hydroxypropyl Methylcellulose), เดกซ์แทรน (Dextran), โพลิไวนิลแอลกอฮอล์ (Polyvinyl Alcohol) และโซเดียม ไฮยาลูโรเนต (Sodium Hyaluronate)
  • บัฟเฟอร์ควบคุมสมดุลความเป็นกรดด่างของน้ำตาเทียม เช่น กรดบอริก (Boric acid), โซเดียมบอเรต (Sodium Borate)  
  • สารปรับสภาพตึงตัวให้น้ำตาเทียมสามารถเข้ากับน้ำตาได้อย่าง โซเดียมคลอไรด์ (Sodium Chloride)
  • สารที่ทำให้คุณสมบัติของน้ำตาเทียมใกล้เคียงกับน้ำตาธรรมชาติ ได้แก่ แคลเซียมคลอไรด์ (Calcium Chloride), แมกนีเซียมคลอไรด์ (Magnesium Chloride) และโพแทสเซียมคลอไรด์ (Potassium Chloride) เป็นต้น 
  • ในบางผลิตภัณฑ์น้ำตาเทียม อาจมีใส่สารกันเสียอย่าง Benzalkonium Chloride เป็นต้น
  • สารให้ความชุ่มชื้นในน้ำตาเทียมแบบขี้ผึ้งป้าย อย่างเช่น ลาโนลิน (Lanolin), ไวท์ ปิโตรลาทัม (White Petrolatum) และน้ำมันมิเนรัล (Mineral oil) 

น้ำตาเทียมมีกี่รูปแบบ อะไรบ้าง

น้ำตาเทียม มีแบ่งออกเป็น 3 ประเภท โดยแต่ละประเภทมีจุดเด่นและลักษณะแตกต่างกันไป ดังนี้
 

น้ำตาเทียมแบบขวด 


วิธีใช้น้ำตาเทียมแบบหลอด
 

น้ำตาเทียมแบบขวด หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า น้ำตาเทียมรายเดือน มีลักษณะเหลวใส ใช้งานได้ง่าย ราคาค่อนข้างถูกกว่าแบบหลอด หรือน้ำตาเทียมแบบรายวัน มีอายุการใช้งานได้ประมาณ 1 เดือน หลังจากเปิดน้ำตาเทียม 

มีการใส่สารกันเสีย จึงทำให้อาจเกิดโอกาสแพ้ หรือระคายเคืองในผู้ใช้งานบางราย อีกทั้งยังต้องระมัดระวังเรื่องของการจัดเก็บและการใช้งาน เพราะหากจัดเก็บไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณดวงตาในระหว่างการใช้งานได้

เหมาะสำหรับบุคคลที่มีภาวะตาแห้งเล็กน้อย ต้องการใช้น้ำตาเทียมเป็นประจำ ไม่ชอบความเหนอะหนะ  
 

น้ำตาเทียมแบบหลอด


ต้อลมน้ำตาเทียม
 

ต่อมาที่ “น้ำตาเทียมแบบหลอด” หรือ น้ำตาเทียมแบบรายวัน เป็นน้ำตาเทียมไม่มีสารกันเสีย อายุการใช้งานอยู่ได้เพียง 24 ชั่วโมงหลังจากเปิดน้ำตาเทียมเท่านั้น 

โดยน้ำตาเทียมจะถูกแบ่งบรรจุเป็นหลอด ซึ่งแต่ละหลอดมีปริมาณเท่ากัน ทำให้โอกาสในการติดเชื้อหรือปนเปื้อนจากภายนอกลดลง อีกทั้งยังสามารถพกพาได้สะดวก ใช้งานได้อย่างง่ายดาย ทำให้คุณรู้สึกสบายดวงตาหลังการใช้งาน แต่ราคาค่อนข้างสูงกว่าน้ำตาเทียมแบบขวด 

เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้หรือระคายเคืองต่อสารกันเสียในน้ำตาเทียม คนที่จำเป็นต้องหยอดตาบ่อยครั้งติดต่อกัน และคนที่ไม่ชอบความเหนอะหนะ 
 

น้ำตาเทียมแบบเจล


น้ำตาเทียมผู้สูงอายุ
 

น้ำตาเทียมแบบเจล หรือแบบขี้ผึ้งป้ายดวงตา เป็นน้ำตาเทียมที่ไม่ต้องใช้งานบ่อย เนื่องจากมีความหนืดค่อนข้างมากกว่าตัวอื่นๆ ทำให้รักษาความชุ่มชื้นได้นานยิ่งกว่า อย่างไรก็ตาม ควรทำตามคำแนะนำในเอกสารกำกับยา และระมัดระวังเรื่องของการจัดเก็บ เพื่อป้องกันการติดเชื้อภายในดวงตา 

สิ่งที่ควรรู้สำหรับการเลือกใช้งานน้ำตาเทียมแบบเจล แนะนำว่าควรใช้งานตอนก่อนเข้านอน เพราะหลังจากหยอดน้ำตาเทียมแล้ว อาจมีอาการตาพร่ามัวชั่วขณะ และผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ไม่ควรใช้น้ำตาเทียมแบบเจล เนื่องจากอาจทำให้ประสิทธิภาพของเลนส์และการมองเห็นถูกรบกวน 

เหมาะสำหรับคนที่มีอาการตาแห้งระดับปานกลางถึงระดับมาก และคนที่ไม่ค่อยมีเวลาในการใช้งานน้ำตาเทียม  

 


ประโยชน์ของน้ำตาเทียม

ประโยชน์ของน้ำตาเทียม มีหลากหลายอย่าง ได้แก่…
 

เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดวงตา

น้ำตาเทียมสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดวงตาของเราได้ เนื่องจากมีส่วนประกอบหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับน้ำตาในธรรมชาติ ทำให้เมื่อหยอดน้ำตาเทียมลงไปแล้ว จะเกิดการจับตัวเป็นแผ่นฟิล์มบางๆบนผิวดวงตา ซึ่งเป็นการหล่อลื่นดวงตาที่ค่อนข้างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

แน่นอนว่า คนทั่วไปสามารถใช้น้ำตาเทียมได้ โดยเฉพาะบุคคลที่มีภาวะตาแห้ง ร่างกายเกิดการผลิตน้ำตาน้อยลง คนที่ต้องทำงานกับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน หรือคนที่ต้องทำงานกลางแจ้ง อากาศร้อนแห้งเป็นระยะเวลานานๆ ก็ยิ่งมีความเหมาะสมอย่างมากในการใช้น้ำตาเทียม 

แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความจำเป็นต้องเลือกรูปแบบของน้ำตาเทียมให้เหมาะสมกับตนเอง เพื่อประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุด และความปลอดภัย เช่น ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ ควรเลือกใช้น้ำตาเทียมสำหรับคอนแทคเลนส์ หรือคนที่รู้ตนเองว่าแพ้สารกันเสีย ควรใช้น้ำตาเทียมแบบหลอด เพราะไม่มีการผสมสารกันเสีย เป็นต้น
 

หล่อลื่นลูกตาหลังการผ่าตัด

การผ่าตัดที่เกี่ยวข้องกับดวงตา หรือการแก้ไขปัญหาทางการมองเห็น อาจทำให้เกิดภาวะตาแห้ง ระคายเคืองตา คันตา ตาแดง หรือเกิดผลข้างเคียงอื่นๆตามมาได้ การใช้น้ำตาเทียมหลังทำเลสิค ผ่าตัดต้อกระจก ฯลฯ จะช่วยบรรเทาอาการเหล่านั้นให้ลดลง รู้สึกสบายดวงตามากขึ้น  
 

บรรเทาอาการต่างๆ

น้ำตาเทียม สามารถบรรเทาอาการต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นอาการแสบร้อนดวงตา ระคายเคืองจากฝุ่น ควันต่างๆที่มักพบเจอในชีวิตประจำวัน กระจกตาถลอก ลดความอักเสบของแผลที่กระจกตา และยังสามารถขจัดสิ่งสกปรกออกไปจากผิวดวงตาได้อีกด้วย 
 

ช่วยยับยั้งอาการต้อหิน

น้ำตาเทียม สามารถช่วยยับยั้งอาการต้อหินไม่ให้มีระดับที่รุนแรงไปมากกว่าที่เป็นอยู่ได้ จากการหยอดตาเพื่อระบายความดันภายในลูกตาให้ลดลง จึงทำให้ความเสี่ยงในการเป็นต้อหินแล้วตาบอดลดลงไปด้วย เพราะการที่ความดันภายในลูกตาเพิ่มสูงเกินไป จะทำให้เป็นอันตรายต่อเรตินาที่อยู่ภายในได้
 

ใช้เป็นน้ำตาเทียมคอนแทคเลนส์

น้ำตาเทียมสามารถให้ความชุ่มชื้นแก่ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ได้ เพียงแค่คุณจะต้องเลือกน้ำตาเทียมที่ผลิตไว้สำหรับคอนแทคเลนส์โดยเฉพาะเท่านั้น หรือหากไม่สามารถหาซื้อได้ อีกรูปแบบที่จะสามารถใช้งานได้ คือ น้ำตาเทียมแบบหลอด หรือน้ำตาเทียมแบบรายวัน เพราะน้ำตาเทียมรูปแบบนี้ ไม่มีผสมสารกันเสียนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้น้ำตาเทียมที่ผสมสารกันเสียกับคอนแทคเลนส์ เพราะคอนแทคเลนส์สามารถดูดซับสารบางชนิดที่ทำลายเซลล์เยื่อบุกระจกตาได้ หากสัมผัสกับดวงตาเป็นระยะเวลานาน ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน อีกทั้งยังสามารถทำให้คอนแทคเลนส์เปลี่ยนสี ประสิทธิภาพลดลง

ดังนั้น หากจำเป็นต้องใช้น้ำตาเทียมที่มีส่วนผสมของสารกันเสีย ควรแก้ไขด้วยการถอดคอนแทคเลนส์ออกก่อน จากนั้นจึงหยอดน้ำตาเทียมได้เหมือนปกติ แล้วรอประมาณ 10 นาที จึงจะสามารถใส่คอนแทคเลนส์กลับเข้าไปได้  

 


น้ำตาเทียม กับ ยาหยอดตา ต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างของยาหยอดตากับน้ำตาเทียม
 

หลายๆคนมักสับสน หรือเข้าใจผิดว่า ยาหยอดตา กับ น้ำตาเทียม คือสิ่งเดียวกัน เพราะทั้งสองอย่างนี้ มีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก แต่แท้ที่จริงแล้ว ยาหยอดตากับน้ำตาเทียมมีข้อแตกต่างกันอยู่ ดังนี้ 
 

น้ำตาเทียม

“น้ำตาเทียม” เป็นเหมือนสารหล่อลื่นผิวของดวงตา ที่มีคุณสมบัติส่วนประกอบคล้ายคลึงกับน้ำตาตามธรรมชาติ สามารถช่วยลดการระคายเคืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการตาแห้ง แสบตา รู้สึกไม่สบายตาได้  

และทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกสดชื่น สบายดวงตาหลังการใช้งานอีกด้วย

นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้น้ำตาเทียมหลังจากที่เข้ารับการทำ Relex, Femto Lasik, PRK หรือการทำเลนส์แก้วตาเทียมได้ เพราะหลังจากการผ่าตัด บางรายอาจเกิดผลข้างเคียง น้ำตาเทียมเหล่านี้จะไปช่วยบรรเทาให้อาการความเจ็บปวดเหล่านั้นลดลง
 

ยาหยอดตา

“ยาหยอดตา” โดยปกติจะมีส่วนประกอบบางอย่างที่แพทย์จะสั่งยา เพื่อรักษาอาการต่างๆตามที่เห็นสมควร ซึ่งส่วนใหญ่จะมียาหยอดตาอยู่ดังนี้ 
 

  1. ยาหยอดตาสเตียรอยด์ แพทย์มักจะให้มาหยอดตา เพื่อลดอาการอักเสบที่เกิดขึ้น ซึ่งจะต้องใช้อย่างถูกวิธีตามที่แพทย์แนะนำ เพราะหากใช้ผิดวิธี หรือใช้เป็นระยะเวลานานจนเกินไป อาจส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้น จนเกิดเป็นต้อหินได้
  2. ยาหยอดตาสำหรับแก้แพ้ มักจะนำมาหยอดตา เพื่อรักษาสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้เยื่อบุตา ลดอาการตาแดง หรือบรรเทาอาการระคายเคืองดวงตา 

ข้อควรระวังในการใช้น้ำตาเทียม

หากคุณมีความจำเป็นจะต้องใช้น้ำตาเทียมค่อนข้างบ่อย ให้คุณปฏิบัติตามข้อควรระวัง ดังต่อไปนี้
 

  1. ใช้น้ำตาเทียมตามคำแนะนำของแต่ละรูปแบบ เช่น น้ำตาเทียมแบบรายวัน ต้องใช้ไม่เกิน 12-24 ชั่วโมง หลังจากเปิด หรือน้ำตาเทียมแบบรายเดือน ใช้ได้ไม่เกิน 1 เดือน หลังจากเปิดแล้ว เป็นต้น
  2. ไม่ควรใช้น้ำตาเทียมร่วมกันกับคนอื่นๆ เพราะอาจเกิดการติดเชื้อดวงตาได้
  3. กรณีที่ต้องใช้น้ำตาเทียมและยาหยอดดวงตาเพิ่มเติม ควรใช้งานห่างกันประมาณ 10 นาที จึงจะดีที่สุด
  4. หากเป็นคนที่ใช้งานน้ำตาเทียมเป็นระยะเวลานาน มีการใช้งานบ่อยๆ หรือคนที่ชอบใส่คอนแทคเลนส์ ควรเลือกน้ำตาเทียม หรือน้ำตาเทียมสำหรับคอนแทคเลนส์ที่ไม่ผสมสารกันเสีย 
  5. วิธีหยอดน้ำตาเทียม จะต้องระมัดระวังไม่ให้ปลายหลอดสัมผัสบริเวณดวงตา หรือขนตา เพื่อป้องกันการติดเชื้อจนดวงตาอักเสบ
  6. สังเกตตนเองอยู่เป็นระยะ หากมีอาการผิดปกติ เช่น เกิดการระคายเคือง มีภาวะตาแห้งมากขึ้น แนะนำว่า ควรเข้าพบจักษุแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุและรักษาเป็นลำดับถัดไป

แนะนำวิธีใช้น้ำตาเทียมอย่างปลอดภัย

วิธีใช้น้ำตาเทียม
 

วิธีหยอดน้ำตาเทียม แบบง่ายๆและปลอดภัยต่อดวงตา มีดังนี้
 

  1. เริ่มจากการทำความสะอาดมือ เพราะจำเป็นต้องใช้นิ้วมือในการสัมผัสบริเวณใกล้ดวงตา และหากเป็นไปได้ ควรทำความสะอาดบริเวณใกล้ดวงตา เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  2. อ่านคำแนะนำของผลิตภัณฑ์น้ำตาเทียมที่ต้องการใช้งานอย่างละเอียด
  3. เงยหน้าขึ้นทำมุมองศาที่ต้องการหยอดตา ประมาณระยะตำแหน่งระหว่างดวงตากับน้ำตาเทียมให้เหมาะสม 
  4. ค่อยๆหยอดน้ำตาเทียมลงบนดวงตา โดยใช้ปริมาณตามที่แพทย์หรือใบกำกับยาแนะนำ และในขณะเดียวกัน ดวงตาจะต้องมองบนด้วย เพื่อให้ง่ายต่อการหยอดตา
  5. โดยปกติแล้ว น้ำตาเทียมแบบเหลว (น้ำตาเทียมรายวัน และน้ำตาเทียมรายเดือน) จะใช้ปริมาณ 1-2 หยด ประมาณ 3-4 ครั้งต่อวัน ซึ่งน้ำตาเทียมรายเดือนที่เป็นแบบขวด ห้ามใช้เกิน 4 ครั้งต่อวัน เนื่องจากมีผสมสารกันเสียรวมอยู่ด้วย 
  6. ในกรณีที่มีอาการตาแห้งรุนแรง จะต้องใช้ปริมาณน้ำตาเทียมตามที่แพทย์สั่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้หยอดตาครั้งละ 1-2 หยด ประมาณ 10-12 ครั้งต่อวัน
  7. ส่วนน้ำตาเทียมแบบเจลป้าย และแบบขี้ผึ้ง จะอยู่ที่ปริมาณ 6 มิลลิลิตร วันละ 1-2 ครั้ง ช่วงตอนเช้าและก่อนเข้านอน
  8. เมื่อหยอดตาเสร็จแล้ว ให้หลับตาลงสัก 2-3 นาที และนำนิ้วมือนวดเบาๆบริเวณหัวตา ประมาณ 1 นาที เพื่อกระตุ้นให้ของเหลวระบายไปยังท่อน้ำตา 
  9. หลังจากนั้น ประมาณ 10 นาที จึงจะสามารถใช้งานยาหยอดตา หรือขี้ผึ้งป้ายตาอื่นๆเพิ่มเติมได้ 
  10. แนะนำว่าควรใช้ยาหยอดตาชนิดเหลวก่อนแบบขี้ผึ้ง เพื่อให้ตัวยาสามารถเข้าสู่ดวงตาได้

วิธีการเลือกซื้อน้ำตาเทียม

อย่างที่หลายๆคนทราบกันดีว่า ปัจจุบันมีน้ำตาเทียมอยู่หลากหลายรูปแบบให้เลือกซื้อ ซึ่งการเลือกซื้อน้ำตาเทียมที่ดีที่สุดจะต้องพิจารณาหลายๆปัจจัย เพื่อให้รูปแบบที่ได้มีความเหมาะสมกับผู้ใช้งาน โดยสิ่งที่จะต้องพิจารณา มีดังนี้
 

  • การใช้ชีวิตประจำวัน

น้ำตาเทียมแต่ละรูปแบบ เหมาะกับลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันที่แตกต่างกัน อย่างน้ำตาเทียมแบบขวด หรือน้ำตาเทียมแบบหลอด จะมีลักษณะเป็นสีใส ความหนืดน้อย ใช้แล้วสบายตา ไม่เหนอะหนะ จึงเหมาะกับคนที่ไม่ชอบความเหนอะหนะ มีเวลาหยอดตาในระหว่างวัน เพราะรูปแบบนี้จำเป็นต้องหยอดตาบ่อยๆ

ส่วนคนที่ไม่ค่อยมีเวลาหยอดตาในระหว่างวัน หรือคนที่ต้องทำงานเร่งรีบทั้งวัน อาจเหมาะกับน้ำตาเทียมแบบเจล หรือแบบขี้ผึ้งป้าย เพราะสามารถให้ความชุ่มชื้นได้ยาวนาน สะดวกสบาย เพียงแค่ทาในตอนเช้า หรือทาก่อนนอนเท่านั้น
 

  • ราคา

น้ำตาเทียมราคาจะต้องมีความเหมาะสม สามารถเอื้อมถึงหรือจับต้องได้ ร้านค้าที่ซื้อจะต้องมีราคาเทียบเท่าร้านค้าอื่นๆ ไม่แพงจนเกินไป 
 

  • อุปกรณ์เสริม

บางคนอาจมีการใส่อุปกรณ์เสริม อย่างเช่น คอนแทคเลนส์ แทนการใส่แว่นสายตา ดังนั้น น้ำตาเทียมที่ใช้ จะต้องเป็นน้ำตาเทียมคอนแทคเลนส์เท่านั้น หรือหากต้องการใช้น้ำตาเทียมหยอดตอนใส่คอนแทคเลนส์แต่ไม่มีน้ำตาเทียมคอนแทคเลนส์โดยเฉพาะ สามารถใช้เป็นน้ำตาเทียมไม่มีสารกันบูดแทนได้ 

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้น้ำตาเทียมที่มีส่วนผสมของสารกันบูด หรือสารกันเสียหยอดตอนใส่คอนแทคเลนส์โดยตรง เพราะจะทำให้คอนแทคเลนส์เกิดการเปลี่ยนแปลงไป อาจส่งผลต่อสีและประสิทธิภาพของเลนส์ได้ จึงแนะนำว่าควรใช้น้ำตาเทียมสำหรับคอนแทคเลนส์โดยเฉพาะจึงจะดีกว่า
 

  • คุณภาพ

ควรเลือกซื้อน้ำตาเทียมที่คุณภาพดี มีการเก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสม และจะต้องดูความน่าเชื่อถือของร้านค้า เพื่อป้องกันน้ำตาเทียมของปลอม ซึ่งค่อนข้างอันตรายต่อดวงตา

 


ผลข้างเคียงที่อาจเกิดหลังหยอดน้ำตาเทียม

ผลเสียน้ำตาเทียม

บางรายอาจเกิดผลข้างเคียงหลังจากใช้งานน้ำตาเทียม ซึ่งหากเกิดความผิดปกติต่างๆขึ้น ควรหยุดการใช้งานน้ำตาเทียม และเข้าพบแพทย์อย่างเร็วที่สุด โดยอาการที่อาจพบได้ มีดังนี้
 

  • เมื่อหยอดน้ำตาเทียมแล้วตามัว มองเห็นภาพได้ไม่ชัดเจน
  • เกิดการระคายเคือง หรือแสบบริเวณดวงตา
  • ปวดตา
  • มีอาการคันตา ตาแดง น้ำตาไหลบ่อยๆ
  • มีความขมเกิดขึ้นในลำคอ
  • มีอาการตาแพ้แสงสว่าง
  • มองเห็นภาพซ้อน
  • ตาแฉะ เปลือกตาบวม

การเก็บรักษาน้ำตาเทียม

การเก็บรักษาน้ำตาเทียมที่ถูกต้อง ควรจะเก็บใส่บรรจุภัณฑ์เดิม ปิดฝาให้สนิท วางน้ำตาเทียมไว้ในที่ที่เหมาะสม มิดชิดพ้นแสงแดด ความร้อน และไม่เปียกชื้น

โดยน้ำตาเทียมแบบขวด หรือแบบรายเดือน จะต้องเก็บไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิประมาณ 15-25 องศาเซลเซียส หากเปิดใช้งานแล้ว จะต้องใช้งานไม่เกิน 1 เดือน นับจากวันที่ใช้งาน

น้ำตาเทียมแบบรายวัน หรือน้ำตาเทียมแบบหลอด หากมีการเปิดใช้งานแล้ว จะต้องใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง นับจากการใช้งาน ส่วนน้ำตาเทียมแบบเจล หรือแบบขี้ผึ้งป้ายตา ควรเก็บไว้ในอุณหภูมิ 15-30 องศาเซลเซียส จึงจะดีที่สุด   

 


ข้อสรุป

ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น “น้ำตาเทียม” มีคุณสมบัติส่วนประกอบที่คล้ายคลึงกับน้ำตาธรรมชาติ สามารถให้ความชุ่มชื้น เป็นสารหล่อลื่นดวงตา บรรเทาอาการระคายเคืองต่างๆที่เกิดขึ้นได้ โดยน้ำตาเทียมมีหลากหลายรูปแบบ แต่ละแบบจะมีวิธีการเก็บรักษา หรือลักษณะที่เหมาะกับการใช้งานแตกต่างกัน โดยหากใช้งานแล้ว มีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ควรหยุดใช้งานและรีบเข้ารับคำปรึกษาจากจักษุแพทย์โดยเร็ว

หากใช้งานน้ำตาเทียม แล้วรู้สึกว่าอาการของดวงตาไม่ดีขึ้น ทางโรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ เรามีบริการตรวจสายตา เพื่อค้นหาความผิดปกติที่ซ่อนเร้นให้สำหรับคุณ 

อีกทั้งยังมีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่สามารถรักษาและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคทางดวงตา เช่น โรคต้อเนื้อ โรคต้อลม ปัญหาสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่า ทางเรามีอุปกรณ์ในการรักษาที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยเทคนิคเลสิค PRK เลนส์แก้วตาเทียม ฯลฯ ก็สามารถทำได้อย่างครอบคลุม หากสนใจเข้ารับบริการ สามารถติดต่อได้ที่ Line: @samitivejchinatown หรือ เบอร์ 02-118-7893 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

แอดไลน์ สมิติเวช ไชน่าทาวน์

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม