Emergency call   เปลี่ยนภาษา
English ภาษาไทย 中文(简体)

บทความสุขภาพ

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน



“หัวใจ” เปรียบเสมือนศูนย์กลางสำคัญของร่างกายคนเรา เมื่อใดก็ตามที่หัวใจไม่แข็งแรง อวัยวะอื่นๆ ก็จะอ่อนแอลงตามไปด้วย ในปัจจุบันโรคหัวใจชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดอย่าง “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน” เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในอันดับต้นๆ ของคนทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย แต่เราสามารถลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตลงได้ ด้วยการดูแลและสังเกตร่างกายตัวเองอย่างสม่ําเสมอ หากพบอาการผิดปกติ อย่าลังเลที่จะมาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เป็นโรคหนึ่งที่มีอาการแบบฉุกเฉิน และเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทําให้เกิดอาการหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันของคนไทย โดยอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน สามารถแยกย่อยออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันแบบสะสมหรือค่อยเป็นค่อยไป
ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่หลอดเลือดมีไขมัน คอเลสเตอรอล ตะกรัน หรืออื่นๆ มาเกาะตัวอยู่ตามผนังหลอดเลือด อาการที่สังเกตเห็นได้คือ ความเหนื่อยที่เพิ่มมากขึ้นและเร็วขึ้น เมื่อทํากิจกรรมที่เคยทํา เช่น เคยเดินขึ้นบันได 1 ชั้นได้โดยไม่เหนื่อย แต่วันหนึ่งเริ่มมีอาการเหนื่อยมากขึ้น หรืออาจเหนื่อยและเจ็บเหมือนมีอะไรทับบนอก ปวดร้าวไปที่กราม หรือทางแขนด้านซ้าย โดยอาการทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ จะค่อยๆ สะสม ซึ่งอาจใช้เวลาตั้งแต่ 7-10 ปี

โรคหลอดเลือดหัวใจแตกแบบเฉียบพลัน
เป็นกลุ่มอาการที่อันตรายและอาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ โดยอาการจะเกิดขึ้นทันทีทันใด เนื่องจากเส้นเลือดเกิดการฉีกขาดหรือแตก อย่างที่เราเคยอ่านเจอในข่าวถึงผู้ที่ออกกําลังกายแล้วเสียชีวิตกะทันหัน มักมีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจฉีกขาดหรือแตกแบบเฉียบพลัน ทำให้เกล็ดเลือดมาอุดรอยรั่วจนเกิดการอุดตันแบบเฉียบพลัน ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ โดยอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยประเภทนี้มีค่อนข้างสูง ซึ่งระยะเวลาในการช่วยเหลือและรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถือเป็นปัจจัยสําคัญสูงสุดในการรักษาชีวิตผู้ป่วย และทําให้สามารถกลับไปมีชีวิตปกติอย่างมากที่สุด

โดยปกติแล้ว หากผู้ป่วยถึงมือแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ และทําการรักษาภายใน 6 ชั่วโมง หลังเกิดเหตุ จะยังมีโอกาสในการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ เพราะฉะนั้น ยิ่งได้รับการรักษาเร็วมากเท่าไหร่ ก็หมายถึงโอกาสที่กล้ามเนื้อหัวใจจะถูกทําลายน้อย ลงเท่านั้น”

สําหรับการรักษาโรคแบ่งออกเป็น 3 วิธี โดยวิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับอาการและระยะของโรคของผู้ป่วยแต่ละคน
การรับประทานยา ในกลุ่มที่ช่วยละลายลิ่มเลือด เป็นวิธีการรักษาที่แพทย์จะใช้กับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดเป็นลําดับแรก เพราะหากรักษาอาการตีบของเส้นเลือดได้สําเร็จก็ไม่มีความจําเป็นต้องผ่าตัดรักษา โดยตัวยาจะออกฤทธิ์เข้าไปสลายการเกาะตัวเป็น ก้อนของเลือดทั่วทั้งระบบในร่างกาย อันจะนําไปสู่การสลายการอุดตันของเส้นเลือดหัวใจบริเวณที่มีปัญหา
การทําบอลลูนหรือใส่ขดลวด โดยแพทย์จะทําการสอดอุปกรณ์ถ่างหลอดเลือดเข้าไปบริเวณจุดที่ต้องการ เพื่อขยายหลอดเลือดผ่านทางเส้นเลือดบริเวณโคนขาหรือข้อมือ ทําให้เลือดสามารถไหลผ่านจุดที่เคยตีบได้สะดวกและเลือดสามารถไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดีอีกครั้งหนึ่ง โดยปัจจุบันชนิดของขดลวด ได้แก่ ขดลวดชนิดไม่เคลือบยา (Bare Metal Stent) ขดลวดชนิดเคลือบยา (Drug Eluting Stent) และขดลวดโครงค้ำยันหลอดเลือดชีวภาพเคลือบยาชนิดย่อยสลายได้ (Bioabsorbable Stent) ซึ่งเมื่อระยะเวลาผ่านไปจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของหลอดเลือด
การทําบายพาส คือการทําทางเบี่ยงเพื่อข้ามเส้นเลือดที่ตีบ ตัน โดยการนําเส้นเลือดดําบริเวณขาหรือในทรวงอกมาใช้เพื่อตัดต่อให้เส้นเลือดหัวใจช่วงที่มีปัญหาสามารถไหลเวียนได้สะดวก
 
**เกร็ดความรู้**
ยาละลาย ลืมเลือด

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ ผู้ป่วยจําเป็นต้องรับประทานยาละลายลิ่มเลือดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยาประเภทนี้มีผลข้างเคียงคือ ทําให้เลือดหยุดยาก มีผลต่อการตั้งครรภ์ ผู้ ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร การทําฟัน ถือเป็นยาอันตรายที่ต้องรับประทานตามการ วินิจฉัยของแพทย์เท่านั้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม